วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ระดับขั้นของอีหม่าน (เชิงตะเซาวุฟ)

ระดับขั้นของอีหม่าน (เชิงตะเซาวุฟ)

ระดับขั้นของอีหม่าน ซึ่งได้มาจาก หนังสือ อีหม่านวัดตัฟซี้ล ของท่าน อุสตาส มูฮำหมัด อัชอารีย์ ซึ่งผมได้ตัดทอนและเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนเข้าไป เพื่อพี่น้องที่รักของผมทุกท่าน ที่ได้ชื่อว่าเป็น "มู่รีด" ( ผู้ที่ต้องการเดินทางไปหาอัลเลาะห์ ) จะได้ใช้มันเป็นแนวทางไปยังการรู้จักพระองค์ และเข้าถึงพระองค์ได้อย่างแท้จริง

ขั้นที่ 1 ก็คือ "อีหม่านตักลีด"
อีหม่านตักลีด คืออะไร ? / อีหม่านตักลีด ก็คือ "การอีหม่านชนิดลอกเลียน" และเมื่อเราได้ยินชื่อ เราย่อมรู้ได้ทันทีว่า การอีหม่านชนิดนี้ ย่อมไม่ใช่อีหม่านที่ดี หรือ อีหม่านที่แท้จริงเป็นแน่ เพราะอีหม่านชนิดนี้ ก็คือ อีหม่านขั้นต่ำสุด และเป็นอีหม่านที่ดออีฟที่สุด
อีหม่านตักลีดนั้น เป็นอย่างไร ? / อีหม่านตักลีดนั้น ก็คือ การอีหม่านที่ได้รับการสืบทอดมาจากบิดา-มารดา ดังนั้น เมื่อเขาเกิดมาเป็นมุสลิม เขาย่อมได้รับอีหม่านชนิดนี้ติดตัวมาด้วย บุคคลที่มีอีหม่านชนิดนี้ การอีหม่านของเขาจะไม่มั่นคง ซึ่งเปรียบได้ดั่งไม้ที่ปักอยู่บนดินโคลน ยามเมื่อลมแรงพัดพาไปทางทิศใด อีหม่านของเขาก็จะเอนไปทางทิศนั้น ดังนั้น เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน เขาก็ไปตรุษจีนด้วย เมื่อถึงวันปีใหม่ เขาก็ไปงานปีใหม่ด้วย และเมื่อถึงช่วงของการลอยกระทง เขาก็ไปลอยกระทงด้วย และเมื่อถึงคราวที่มุสลิมจัดงามเมาลิด เขาก็ไปงานเมาลิดด้วย และเมื่อเขาถูกถามว่า อัลเลาะห์ทรงมีอย่างไร และอะไรคือหลักฐานที่ว่า พระองค์ทรงมี ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางด้านนักลีย์ (ตัวบทที่มาจากอัลกุรอานและอัลหะดีษ) หรือ หลักฐานทางด้านอักลีย์ (หลักฐานทางด้านของสติปัญญาที่ยืนยัน ว่าโลกนี้มีผู้สร้าง) เขาก็ไม่สามารถตอบได้ เขาทำได้เพียงแค่ยิ้ม หรือ ตอบว่า ไม่รู้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังใช้ชีวิตแบบงมงาย เชื่อในโชคราง ของขลัง และปฏิบัติตนอย่างเช่นที่พวกปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิบัติ นี่แหละ คือ ลักษณะของคนที่มีอีหม่านตักลีด
ผลของคนที่มีอีหม่านตักลีด ? / คนที่มีอีหม่านชนิดนี้ เขาจะต้องเข้านรกตลอดกาล ถึงแม้ว่าเขาจะกล่าวกาลีเมาะห์ชาฮาดะห์ก็ตาม เพราะสิ่งที่เขาทำนั้น ปะปนไปด้วยสิ่งที่เป็นการตั้งภาคีต่ออัลเลาะห์ ดังนั้น การกล่าวชาฮาดะห์ของเขา จึงไม่อาจปกป้องเขาให้พ้นจากสภาพของการเป็นกุโฟรไปได้ เพราะถือว่าไม่เซาะห์ในคำปฎิญาณของเขา ดังที่อัลเลาะห์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
"แท้จริงอัลเลาะห์ไม่ทรงอภัยให้ ในการที่พระองค์ถูกตั้งภาคี แต่จะทรงอภัยให้ในกรณีอื่นๆจากนั้น แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดที่ตั้งภาคีต่อพระองค์ แท้จริงแล้ว เขาได้หลงผิดกับการหลงผิดอย่างไกลลิบ" (ซูเราะห์ อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 116)

ขั้นที่ 2 ก็คือ "อีหม่านอิลมู"
อีหม่านอิลมู คืออะไร ? / อีหม่านอิลมู ก็คือ "อีหม่านที่อาศัยวิชาความรู้เป็นหลัก" การอีหม่านชนิดนี้จะเกิดขึ้น ก็ด้วยการศึกษาหาวิชาความรู้ทางด้านของศาสนา ซึ่งเป็นระดับขั้นที่สูงกว่าขั้นของอีหม่านตักลีด ซึ่งเป็นอีหม่านที่คนทั่วไปๆสามารถใคร่และเป็นเจ้าของได้ เพียงแค่ทำการศึกษาหาความรู้ทางด้านของศาสนาเท่านั้น และอีหม่านในระดับนี้ก็จะมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของความรอบรู้ทางวิชาการของศาสนา ไม่ว่าจะเป็น เตาฮีด ฟิกห์ และอัลเอี๊ยะห์ซาน
อีหม่านอิลมูนั้น เป็นอย่างไร ? / อีหม่านอิลมูนั้น ก็คือ อีหม่านที่เราได้รับรู้มาแล้วว่า เป็นอีหม่านที่อาศัยวิชาความรู้เป็นหลัก คนที่มีอีหม่านชนิดนี้ จึงมีความสามารถในการที่จะตอบคำถามของผู้ที่มาถามได้อย่างฉะฉาน ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับ เตาฮีด ฟิกห์ หรือวิชาการแขนงอื่นๆ ซึ่งเป็นอีหม่านของบุคคลที่อยู่ในระดับแนวหน้าของสังคม เช่น เป็นท่านครู ท่านผู้รู้ หรือ ทำหน้าที่ในวงสังคม เข่น เป็นอีหม่าม เป็นคอตีบ เป็นคณะกรรมการมัสยิด หรือ มีตำแหน่งใหญ่โตทางสังคม เช่น เป็นกอดี เป็นมุฟตี หรือ ผู้นำมุสลิม บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีอีหม่านอิลมูด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า อีหม่านอิลมู ก็คือ อีหม่านที่ได้มาจากการศึกษาวิชาการทางศาสนา 
แต่อีหม่านชนิดนี้ ยังไม่ใช่อีหม่านแท้ เป็นเพียงอีหม่านที่ฟังอยู่ในรูปของความรู้เท่านั้น ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า โต๊ะครูบางคนตีไก่ อีหม่ามบางคนซื้อหวย คณะกรรมการมัสยิดบางคนก็กินเหล้า ซึ่งเรื่องราวในลักษณะนี้เราก็คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง แม้กระทั่งตัวเราเอง ในบางครั้งเราก็ทำความผิดทั้งที่รู้ว่าศาสนาห้าม เช่น การจับมือถือแขนกับเพศตรงข้าม การสำเร็จความใคร่ด้วยมือ บางครั้งก็ขาดละหมาดโดยจงใจ บางคนก็ออกนอกบ้านโดยไม่คลุมศีรษะ บางคนก็คดโกงเงินทองของผู้อื่น ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่า นั่นคือสิ่งที่ศาสนาห้าม และทั้งๆที่มีความรู้ แต่ทำไมถึงยังกระทำกันอยู่ นั่นเป็นเพราะว่า อีหม่านของเขามันคืออีหม่านที่อยู่ในรูปของความรู้ รู้ว่าบาป รู้ว่าอัลเลาะห์ลงโทษ แต่เขาก็ไม่สามารถละทิ้งการกระทำอันนั้นไปได้ หากถูกถามว่า กลัวไหม ? / แน่นอนก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ากลัว แต่ความกลัวนั้นก็ไม่อาจที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากการกระทำที่ชั่วช้าได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า เขากลัวอัลเลาะห์แค่สมอง แต่ใจของเขาไม่ได้ยำเกรงต่ออัลเลาะห์ต้าอาลานั่นเอง
ผลของคนที่มีอีหม่านอิลมู / คนที่มีอีหม่านชนิดนี้ เขาจะต้องเข้านรกก่อนที่จะได้เข้าสู่สรวงสวรรค์ เนื่องจากเขาได้ประกอบสิ่งที่ผิดหลักการของศาสนาเอาไว้มาก เขาจึงต้องไปชดใช้บาปกรรมของเขาก่อนในนนรกญะฮันนัม และเมื่อชำระบาปของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาถึงจะได้รับการอภัยโทษจากอัลเลาะห์(ซบ.) และถูกอนุญาตจากพระองค์ให้เข้าสู่สรวงสวรรค์ เนื่องจากเขามีกาลีเมาะห์ชาฮาดะห์ที่บริสุทธิ์ และมีอากีดะห์ที่ปลอดภัยจากสิ่งที่เป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์ 

ขั้นที่ 3 ก็คือ "อีหม่านอิยาน"
อีหม่านอิยาน คืออะไร ? / อีหม่านอิยาน ก็คือ "กาอีหม่านแบบมองเห็น" และการมองเห็นที่ว่านี้ มิใช่หมายถึงการมองเห็นด้วยสายตา (بصر) แต่หมายถึงการมองเห็นอัลเลาะห์ (ซบ.) ด้วยตาใจ ที่เราเรียกว่า (بصيرة) การอีหม่านชนิดนี้ ก็คือ ขั้นต้นของอีหม่านแท้ ซึ่งเป็นอีหม่านที่เห็นอัลเลาะห์ด้วยตาใจในทุกๆขณะของการทำอีบาดะห์ ดังที่ท่านนบี (ซ.ล.) ได้ทรงตรัสตอบแก่ญิบรี้ล ในขณะที่มาถามท่านถึงเรื่องของ อัลเอี๊ยะห์ซาน ว่า
أَنْ تَعْبُدَ اللهَ كَأَنَّكَ تَرَاهُ فَإِنْ لَمْ تَكُنْ تَرَاهُ فَإِنَّهُ يَرَاكَ
ความว่า "คือการที่ท่านทำอิบาดะฮ์ต่ออัลเลาะฮ์ต้าอาลา เสมือนกับว่าท่านเห็นพระองค์ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ได้ แต่ทว่าแท้จริงแล้วพระองค์ทรงเห็นท่าน"
และนี่แหละคือ ระดับขั้นของอีหม่านที่บรรดามุสลิมทั้งหลายจะต้องไขว่คว้าเอามาครอบครองให้ได้ เพราะเป็นอีหม่านที่ถือว่าปลอดภัยจากอาซาบในวันอาคีเราะห์
อีหม่านอิยานนั้นเป็นอย่างไร ? / คนที่มีอีหม่านอิยาน ก็คือ คนที่ขยันในการทำอีบาดะห์ไม่ว่าจะเป็นฟัรดู หรือ สุนัต ใฝ่หาสัจธรรม และดำเนินชีวิตตามครรลองที่ศาสนาได้วางเอาไว้ และเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการรำลึกถึงอัลเลาะห์ พวกเขาจะห่างไกลจากการนินทาว่าร้ายต่อผู้อื่น เพราะเขาสำนึกอยู่เสมอว่า พระองค์ทรงมองดูเขาอยู่ พวกเขาจะพยายามกรั่นกรองอิบาดะห์ของเขาให้ออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลเลาะห์ ไร้ซึ่งการตะกั๊บโบ๊ร (อวดโต) ริยาอ์ (โอหัง) อุญุบ (ลำพองตน) และห่างไกลจากการสร้างฟิตน่ะห์ให้เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าคราใดก็ตามที่ นัฟซุแห่งความโอ้อวดมันได้มาชุดดึงเขา เขาก็จะตอบโต้มันด้วยการขอบคุณและสำนึกในพระเมตตาแห่งอัลเลาะห์ที่ทรงประทานให้แก่เขา ไม่อวดดีอ่วนเด่นในความเก่งกาจของตนเองต่อหน้าผู้อื่น และคราใดก็ตามที่นามชื่อของอัลเลาะห์ถูกกล่าวขึ้น หัวใจของพวกเขาก็จะสั่นไหวอันเนื่องมาจากความยำเกรงที่มีต่อพระองค์ ดังที่อัลเลาะห์(ซบ.)ทรงตรัสเกี่ยวกับพวกเขาว่า
ความว่า "คือบรรดาผู้ซึ่งเมื่อนามเชื่อของอัลเลาะห์ถูกกล่าวบนพวกเขาหัวใจของพวกเขาก็จะสั่นไหว" ( อันเนื่องมาจากความยำเกรงที่มีต่ออัลเลาะห์ ) ซูเราะห์ อัลฮัจญ์ อายะห์ที่ 35 นี่แหละ คือ ลักษณะของคนที่มีอีหม่านอิยาน
ผลของคนที่มีอีหม่านอิยาน ? / คนที่มีอีหม่านอิยานนั้น เขาจะปลอดภัยในวันอาคีเราะห์ เพราะอีหม่านที่มีนั้น คือ อีหม่านที่ถูกรักษา เป็นอีหม่านที่ยำเกรงอัลเลาะห์ (ซบ.)จากหัวใจโดยแท้จริง ไม่ใช่อีหม่านด้วยสมองเหมือนอย่างอีหม่านอิลมู อีหม่านของเขาจึงถูกรักษามิให้ต้องโดนอาซาบในวันอาคีเราะห์ แต่คนที่มีอีหม่านชนิดนี้ ก็ยังไม่อาจเข้าถึงอัลเลาะห์(ซบ.)ได้อย่างแท้...จริง เพราะอีหม่านที่มีนั้น ยังไม่เข้มข้น พวกเขาจะรำลึกถึงอัลเลาะห์(ซบ.)อย่างจริงจังในช่วงที่มีการอิบาดะห์เท่านั้น หรือในช่วงที่มีการกล่าวนามชื่อของอัลเลาะห์ แต่ในส่วนมากของเวลา พวกเขาก็ยังคงหมดไปกับสิ่งที่ไร้สาระ เช่น ละคร หรือ การวมกลุ่มพูดจาไร้สาระ ผลก็คือ พวกเขาก็ยังคงลืมอัลเลาะห์(ซบ.)อยู่ในบางเวลา และรำลึกถึงพระองค์บ้างในบางเวลา จึงทำให้พวกเขาเข้าสู่สรวงสวรรค์ช้า เพราะยังต้องรอการสอบสวนจากสิ่งที่ศาสนาอนุญาตให้ทำได้ในเรื่องของดุนยา
ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากอีหม่านในขั้นนี้ ? / บรรดาอุลามาอ์ในสายของซูฟีย์นั้น ก็ยังคงมองว่า อีหม่านขั้นนี้ ก็คืออีหม่านขั้นกลาง ซึ่งยังไม่ใช่อีหม่านขั้นสูงสุดเพราะในหัวใจของเขายังคงรักสิ่งที่เป็นดุนยามากกว่ารักอัลเลาะห์ (ซบ.)ในบางโอกาส แต่ก็เป็นอีหม่านที่ปลอดภัย ดังนั้น สำหรับ "มู่รีด" (ผู้ที่ต้องการเดินทางไปหาอัลเลาะห์อย่าแท้จริงนั้น) จะต้องทลายกำแพงกั้นจากอีหม่านในขั้นนี้ให้ได้ เพื่อก้าวไปสู่ขั้นของอีหม่านที่แท้จริง ด้วยการพิจารณาและทำจิตใจให้เกี่ยวพันกับอัลเลาะห์ต้าอาลามากที่สุด และไม่ปล่อยให้โอกาสแม้เพียงน้อยนิดที่จะทำความดี ต้องสูญหายไป เขาจะต้องเพ่งจิตในทุกๆอิริยาบทให้ กลับไปหาอัลเลาะห์(ซบ.) ไม่ว่าจะกิน นอน นั่ง เดิน อิบาดะห์ โดยให้นึกอยู่เสมอว่า ทำไปเพื่ออัลเลาะห์ เพื่อให้มีแรงสักการะต่ออัลเลาะห์ และเมื่อเขาฝึกจิตของเขาให้รำลึกอยู่แต่อัลเลาะห์(ซบ.)อยู่เสมอแล้ว เขาย่อมเดินทางเข้าสู่อีหม่านขั้นต่อไปได้อย่างง่ายดาย...อินชาอัลเลาะห์

ขั้นที่ 4 ก็คือ "อีหม่านฮัก"
อีหม่านฮัก คืออะไร ? / อีหม่านฮัก ก็คือ "อีหม่านแท้" และนี่แหละ คือ ขั้นสูงของอีหม่านที่มีต่ออัลเลาะห์ (ซบ.) เป็นสุดยอดของอีหม่าน ที่ต่อยอดมาจากอีหม่านอิยาน เมื่อผ่านการฝึกฝนจิตใจและการปฏิบัติอาม้าลอิบาดะห์ทั้งฟัรดูและสุนัตมาอย่างต่อเนื่องแล้ว จนกระทั่งเขามองทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายกลับไปสู่อัลเลาะห์ (ซบ.)แล้ว เขาย่อมได้รับอีกหม่านฮักเป็นสิ่งตอบแทน
อีหม่านฮักนั้น เป็นอย่างไร ? / คนที่มีอีหม่านฮักนั้น จะมีความสุขุม วารออ์ และนุ่มลึกในคำพูด อันเนื่องมาจากการฝึกฝนจิตใจและอีหม่านที่มีต่ออัลเลาะห์ ความยำเกรงที่พวกเขามีต่ออัลเลาะห์นั้น เป็นความยำเกรงอย่างสูงสุด ซึ่งในหัวใจของพวกเขานั้นแทบจะไม่หายไปเลย จากการรำลึกถึงอัลเลาะห์ (ซบ.) ถ้าเราจะเปรียบเทียบลักษณะของคนที่มีอีหม่านฮักนั้น เราอาจจะเปรียบได้ดั่งคนที่พบสิงโตตัวหนึ่ง ถามว่าความกลัวที่มีต่อสิงโตนั้น จะเกิดขึ้นมาหลังจากการที่เขาพิจารณาใคร่ครวญถึงความน่ากลัวของมันหรือไม่ จากเขี้ยวเล็บ จากเสียงคำราม คำตอบก็คือ ไม่ใช่ สำหรับคนที่รู้จักสิงโตดีอยู่แล้ว แค่เพียงได้ยินชื่อของมันเท่านั้นแหละ ความกลัวที่เขามีต่อมันก็จะแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจของเขาทันที นี่แหละ คือ ลักษณะของคนที่มีอีหม่านฮัก แต่คนที่มีอีหม่านฮักจริงๆนั้น เขาจะมีความยำเกรงต่ออัลเลาะห์(ซบ.) มากกว่าที่จะได้ยินชื่อของพระองค์ เพราะในหัวใจของพวกเขานั้นจะมีความยำเกรงต่อพระองค์ และมีพระองค์อยู่ในจิตใจแทบทุกอิริยาบทอยู่แล้ว นี่แหละ คือ อีหม่านที่แท้จริง
ผลของคนที่มีอีหม่านฮัก ? / เขาจะได้เข้าสู่สรวงสวรรค์อันเป็นนิจนิรันดร์ และผ่านสะพานซีรอต้อลมมุสตะกีมดุจสายฟ้าแลบ เพราะเขาเป็นที่รักยิ่งของอัลเลาะห์ (ซบ.) และในจิตใจของพวกเขาจะไม่มีคำว่าตะกั๊บโบ๊ร ไม่มีคำว่าริยาอ์ และไม่มีการอวดโต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำไปนั้น จากการซอดาเกาะห์ จากการอิบาดะห์ จากการอบรมสั่งสอน หรือการงานอื่นๆ มันบังเกิดขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์โดยแท้จริง ผลก็คือ เขาเป็นคนรักของอัลเลาะห์ (ซบ.) และได้รับการประทานชื่อใหม่ว่า เป็น "ว่าลียุ้ลเลาะฮ์"
และนี่แหละ คือ ขั้นสูงของการอีหม่านที่บรรดามุสลิมทั้งหลายจะต้องไขว่คว้า และพยามยามฝ่าฝันกับอุปสรรคต่างๆให้ได้ ทั้งความขี้เกียจ ความเชื่อชา และความนึกคิด รวมทั้งการกระทำต่างๆที่ออกนอกไปจาก การลำรึกถึงอัลเลาะห์(ซบ.) เพื่อที่เขาจะได้พบกับ "ฮ่าลาว่าตุ้ลอีหม่าน" (ความหอมหวานของการศรัทธา) และได้ชื่อว่า เป็นคนรักของอัลเลาะห์ (ซบ.) โดยแท้จริง

ขั้นที่ 5 ก็คือ "อีหม่านฮากีกัต"
อีหม่านฮากีกัต คืออะไร ? / อีหม่านฮากีกัต แปลว่า "แก่นแท้ของอีหม่าน" และนี่แหละ คือ "สุดยอดของการอีหม่าน" ดังนั้นเมื่อแปลว่าสุดยอด ก็แสดงว่า ผู้ที่อยู่ในขั้นนี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ แน่นอนครับ เพราะนี่คือ อีหม่านของบรรดานบี บรรดาร่อซู้ล บรรดาคนวาลีย์การอมัต และคนชั้นอาริฟบิ้ลลาฮ์ และผู้ที่เป็นสุดยอดของอีหม่านในระดับนี้ก็คือ ท่านร่อซู้ล(ซ.ล.) ซึ่งเรารับรู้ได้จากคำพู...ดของท่านที่ว่า " ถึงแม้ตัวของฉันจะหลับ แต่ใจของฉันไม่เคยห่างจากการรำลึกถึงอัลเลาะห์ " นั่นช่างเป็นคำพูดที่บ่งบอกให้เรารู้ว่า คนในระดับชั้นนี้ ไม่มีเลยแม้แต่ลมหายใจเดียว ที่จะหลุดพ้นไปจากการรำลึกถึงอัลเลาะห์ อีหม่านของพวกเขาช่างแข็งแกร่งและน่าสรรเสริญยิ่งนัก
อีหม่านฮากีกัตนั้นเป็นอย่างไร ? / คนที่มีอีหม่านฮากีกัตนั้น ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความนึกคิดทั้งสมองและจิตใจ เรียกได้ว่า ทุกอิริยาบทของพวกเขา ไม่มีเลยที่จะว้างเว้นจากการรำลึกถึงอัลเลาะห์ (ซบ.) ความเป็นอยู่ของพวกเขาเรียบง่าย และคราใดที่เขาสู่อิบาดะห์ พวกเขาก็จะมีความขะมักเขม้น จริงจัง และไม่เหลือสิ่งใดไว้ในจิตใจของพวกเขาเลยนอกจากอัลเลาะห์ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นผู้ที่พวกเขารักอย่างที่สุด
ผลของคนที่มีอีหม่านฮากีกัต ? / ก็คือ พวกเขาจะได้ได้รับความปลอดภัยในวันอาคีเราะห์ และเข้าอยู่ในสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุดพร้อมกับท่านร่อซุ้ล (ซ.ล.) และบรรดาอัครสาวกของท่าน (ร.ด.) รวมทั้งบรรดาคนวาลีย์ทั้งหลาย พร้อมกับได้รับความสุขสบายในสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุดนี้อย่างเป็นนิจนิรันดร์

ทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่อีหม่านในขั้นนี้ได้ ? / ท่านจะต้องผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาจิต ใจจากระดับที่ 1 จนกระทั่งถึงระดับสุดท้าย และเมื่อท่านทำได้อย่างนี้ ท่านก็จะได้ชื่อว่า "เป็นอาริฟบิ้ลลาฮ์" เป็นผู้ที่รู้จักอัลเลาะห์ต้าอาลาอย่างแท้จริง....วัลลอฮู่อะลัม
الصلاة من الله بالله لله
การละหมาด....จากอัลเลาะห์ ด้วยอัลเลาะห์ เพื่ออัลเลาะห์ เป็นอย่างไร ?
ผมขออนุญาติพี่น้องทุกท่าน ที่จะเสริมคำอธิบายเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะครับ ที่ผมกล่าวไปว่า ( มินั้ลลอฮ์ บิลลาฮ์ ลิ้ลลาฮ์ ) นั้น ก็คือให้เรามุ่งความคิดของเราไปสู่การละหมาด ด้วยการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ โดยไม่มีเรื่องราวอันใดในโลกดุนยาคงเหลืออยู่ในจิตใจของเรา ( เรียกว่าเข้าสู่ม่ากอมฟ่านาอ์ ) นั่นคือ ทำใจให้ว่าง พร้อมทั้งสำนึกอยู่เสมอว่า ขณะนี้ฉันมีอัลเลาะห์แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
นี่คือขั้นสูงสุดของซูฟีย์ ซึ่งเป็นยากสำหรับคนมีความรู้น้อยอย่างผม ที่จะอธิบายให้พี่น้องเข้าใจถึงฮากีกัตของมัน จึงขออธิบายแค่ในส่วนที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างตามที่อัลเลาะห์จะทรงอนุญาติให้ / การคงเหลืออยู่แค่อัลเลาะห์นี่แหละ ที่.. (เรียกว่าเข้าสู่มะกอมบากออ์) นั่นคือ คงเหลือแต่อัลเลาะห์ (ซบ.) เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่อยู่ในจิตใจของเรา....
แล้วเราจะทำละหมาดด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลเลาะห์ได้อย่างไร วิธีการก็คือ เราต้องเริ่มการละหมาดด้วยการสำนึกจากจิตใจของเราว่า ที่เราทำละหมาดนั้น...ทำจากพลังความสามารถที่อัลเลาะห์ประทานให้เรา นั่นคือ "มินั้ลลอฮ์" แปลว่า "จากอัลเลาะห์" เราไม่ได้เคลื่อนไหว รู่กัวะอ์ ซูยูด ด้วยตัวของเราเอง แต่เราเริ่มละหมาด รู่กัวะอ์และซูยูดด้วยการที่อัลเลาะห์ให้เราเริ่ม จากพลังที่อัลเลาะห์ได้มอบให้แก่เรา นี่แหละ คือ ความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นซึ่ง.....มาจากอัลเลาะห์
ตัวต่อมาก็คือ "บิ้ลลาฮ์" แปลว่า "ด้วยกับอัลเลาะห์" นั่นก็คือ การสำนึกจากจิตใจอีกเช่นเดียวกันว่า "ทำด้วยกับอัลเลาะห์" ด้วยพลังที่อัลเลาะห์ให้เราทำ ที่เรารู่กัวะอ์ได้ก็ด้วยพลังของอัลเลาะห์ที่มอบให้เรา ที่เราซูยูด ก็ด้วยกับความสามารถที่พระองค์ทรงประทานให้....นี่แหละคือความหมายของคำว่า บิ้ลลาอ์.....ทำด้วยกับอัลเลาะห์
และตัวสุดท้าย ก็คือ "ลิ้ลลาฮ์" แปลว่า "เพื่ออัลเลาะห์" นั่นก็คือ การสำนึกด้วยจิตใจเช่นกันว่า ที่เราทำละหมาดนั้นก็เพื่อพระองค์อัลเลาะห์ ซึ่งไม่มีอยู่ในจิตใจของเราเลย ความต้องการซึ่งผลบุญ หรือ ความกลัวว่าถ้าไม่ทำละหมาดแล้วจะต้องโดนลงโทษ แต่การทำเพื่ออัลเลาะห์นั้น คือ การทำด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยแท้จริง ไม่โลภอยากได้ผลบุญ หรือ ทำเพราะกลัวอัลเลาะห์จะลงโทษ เพราะการคิดแบบนั้น ถือว่าไม่ใช่ความบริสุทธิ์ มันคือ การทำเพราะต้องการอยากได้ แต่การทำที่บริสุทธิ์ใจอย่างจริงๆ ก็คือ ทำโดยไม่สนใจในสิ่งใด ไม่อยากและไม่กลัว ทำเพียงเพื่อ ตะก๊อรรุบ (แสวงหาความความใกล้ชิด) กับอัลเลาะห์แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น การทำเพื่อตะก๊อรรุบแบบนี้แหละที่เรียกว่า....ทำเพื่ออัลเลาะห์


โดย เป็นแค่ คนรอง

นบีฮูด

ในนามของอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตายิ่งผู้ทรงกรุณายิ่ง

ชีวประวัติของนบีฮูด (อ.ล)

            นี่คือหนึ่งจากชีวประวัติการต่อสู้และวีรกรรมอันน่ายกย่อง และเป็นหนึ่งจากชีวประวัติของบรรดานบีทั้งหลายที่อัลเลาะห์ผู้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรได้ส่งพวกเขามาเพื่อชี้นำมนุษยชาติสู่หนทางที่ถูกต้อง และแนะนำมวลมนุษย์สู่ศาสนาที่แท้จริง และสู่เส้นทางที่เที่ยงตรง.
            ในเมื่อบรรดานบีต่างๆ ที่เราได้นำชีวประวัติของท่านเหล่านั้นมากล่าวถึงไว้ก่อนแล้วอันได้แก่นบีอาดัม, นบีอิดรีส, และนบีนัวฮ์ (อ.ล)  ได้ถูกส่งมาเพื่อมวลมนุษยชาติทั้งปวงในยุคของพวกเขา  แต่ศาสนทูตที่เราจะนำชีวประวัติของเขามาเสนอ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาในหน้าบันทึกต่อไปนี้  เป็นศาสนทูตที่ถูกส่งมายังกลุ่มชนหนึ่งที่แน่นอน ในสถานที่ที่แน่นอน และในเวลาที่แน่นอน  และนี่คือแนวทางของศาสนทูตส่วนใหญ่ภายหลังจากนี้  ทั้งนี้เพราะแผ่นดินกว้างขวาง ผู้คนมากมาย  กระจัดกระจายเป็นก๊กเป็นเหล่า  และมีประชากรอยู่บนโลกใบนี้มากหลาย โดยที่ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารใช้ติดต่อซึ่งกันและกัน  ที่จะทำให้การประกาศศาสนาของนบีไปถึงชาวโลกทั่วทั้งหมด  บางครั้งอาจมีนบีสองท่านในยุคเดียวกัน  ซึ่งแต่ละท่านต่างก็ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาแก่พวกพ้องของตนและในท้องถิ่นของตนเท่านั้น.
            ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกสิ้นสุดลง และเรือของนบีนัวฮ์ ติดอยู่ที่ภูเขา อัลญูดีย์  ผู้คนมีการสืบพันธุ์กัน และมีจำนวนมากขึ้น  เริ่มเกิดเป็นหมู่เป็นเหล่า เป็นพวกเป็นกลุ่ม และเป็นประชาชาติต่างๆ กัน และหนึ่งจากเผ่าพันธุ์เหล่านั้นก็คือ เผ่า “ อาด “.
            อาด เป็นเผ่าพันธุ์ ที่รู้กันดีว่าเป็นพวกที่แพร่ความชั่วร้ายในระหว่างกันเอง และสร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน  อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาทรยศต่อความโปรดปรานของอัลเลาะห์  และปฏิเสธความเมตตาของพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังไม่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์ ไม่ยอมสักการะอัลเลาะห์อย่างถูกต้องซึ่งจะนำพาพวกเขาให้ได้ใกล้ชิดกับองค์ผู้อภิบาล.
           

อัลเลาะห์ได้ส่งนบีท่านหนึ่งไปยังพวกเขา เพื่อประกาศเชิญชวนพวกเขาสู่หนทางที่ถูกต้อง และความดีงาม แจ้งข่าวดีแก่พวกเขาว่าจะได้รับความสมหวังและชัยชนะ เมื่อพวกเขาตอบรับคำเชิญชวนของเขา และศรัทธาต่ออัลเลาะห์ผู้อภิบาลสากลโลก,  และนบีท่านนี้ก็คือนบีฮูด (อ.ล).
            พวก อาด ตอบรับตามคำเชิญชวนของนบีของพวกเขาไหม? และศรัทธาต่อตำแหน่งศาสนาทูตของเขาหรือเปล่า ?

            พวกเราจงมาพลิกหน้าบันทึกประวัตินี้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อพวกเราจะได้รับรู้พฤติกรรมของพวก อาด ที่กระทำต่อนบีของพวกเขาคือ “ฮูด” (อ.ล)

ใครคือ พวก อาด ?

ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกแล้ว  นบีนัวฮ์ (อ.ล) ได้กลับคืนไปสู่ความเมตตาของ อัลเลาะห์ และได้ทิ้งลูกหลานไว้เบื้องหลัง ซึ่งสามคนนี้คือตัวแทนบุตรของนบีนัวฮ์ (อ.ล) ได้แก่ ซาม, ฮาม, และยาฟิซ  สำหรับซามและฮาม ได้ให้กำเนิดลูกหลานไว้มากมาย และแผ่กระจายไปบนหน้าแผ่นดิน, และคนหนึ่งจากลูกหลานของซามมีชื่อว่า อาด,  นบี “ฮูด “ (อ.ล) ก็มาจากลูกหลานของซาม และอาด  เป็นผู้ที่อัลเลาะห์ส่งมาเป็นทั้งนบีและรอซู้ล ยังพวกพ้องของเขา  ภายหลังจากเวลาได้ผ่านไปช่วงหนึ่ง.

เผ่าอาด อาศัยอยู่ในเขตหนึ่งของคาบสมุทรอาหรับ ทางตอนใต้ของ รอบอุ้ลคอลีย์ อันเป็นเขตที่เวิ้งว้างและห่างไกล  ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ เขตฮัดรอเมาต์ อยู่ใกล้ชายแดนของรัฐโอมานในปัจจุบัน  และอยู่ระหว่างรัฐโอมานกับเยเมนบนชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย.




ความเสื่อมทรามเริ่มปรากฏ

           
ทันทีที่เผ่าอาด ลืมศาสนาของอัลเลาะห์ ซึ่งบรรดานบีก่อนๆ ได้นำมา, และนบีท่านสุดท้ายในยุคของพวกเขาก็คือนบีนัวฮ์ (อ.ล) . พวกอาดเริ่มแสวงหาพระผุ้เป้นเจ้าเพื่อการสักการะ  พวกเขาเปลี่ยนไปนับถือรูปปั้น และนำมาสักการะ โดยไม่สักการะอัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังได้เทิดทูนรูปปั้นเช่นเดียวกับที่พวกพ้องของนัวฮ์เทิดทูนรูปปั้นของพวกเขาอันได้แก่รูปปั้นที่มีชื่อว่า วัดด์,  สุวาอ์, ยะฆูส,  ยะอูก และนัสร์.
พวกอาด ได้จัดทำรูปปั้นขึ้นสำหรับพวกเขาโดยเฉพาะ  และได้ขนานนามรูปปั้นเหล่านั้น โดยไม่มีหลักฐานใดๆที่ควรเชื่อถือ เหมือนกับบรรพบุรุษของพวกเขาได้ทำเช่นนั้นมาก่อน  พวกเขามีรูปปั้นที่ชื่อ “ซอมูด” อีกองค์หนึ่งชื่อ “อัลฮัตตาร” และองค์ที่สามมีชื่อว่า “ ซอดาอ์ ”
ทั้งที่พฤติกรรมของพวกเขาเป็นเช่นนี้ อัลเลาะห์ก็ยังได้ประทานให้พวกเขามีเรือนร่างที่ใหญ่โต มีความเข้มแข็ง และมีความร่ำรวย แต่พวกเขาไม่ได้สำนึกในบุญคุณของอัลเลาะห์ ไม่ได้เคารพสักการะอัลเลาะห์ซึ่งประทานความเมตตาให้แก่พวกเขาอย่างมากมาย  พวกเขาหันไปเคารพสักการรูปปั้นที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมา  และยังได้บ่อนทำลายในหน้าแผ่นดิน  พวกเขาหลงตนว่ามีร่างกายกำยำแข็งแกร่ง  ลำพองในทรัพย์สินที่พวกเขามีอย่างมากมาย  โดยลืมไปว่าความแข็งแกร่ง และความร่ำรวยนั้นแท้ที่จริงมาจากความโปรดปรานของอัลเลาะห์ และแท้จริงอัลเลาะห์เป็น

ผู้ประทานสิ่งเหล่านี้ให้แก่พวกเขา  พระองค์ทรงเดชานุภาพที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขา   พลิกผันสิ่งที่พวกเขามีอยู่   ทำลายล้างพวกเขา  และทำลายสิ่งที่ทำให้พวกเขาหยิ่งลำพอง.
ฮูด  ถูกแต่งตั้งมายังพวกเขา

ทั้งที่พวกอาด ทรยศต่อความโปรดปรานของอัลเลาะห์  และปฏิเสธความเมตตาของพระองค์ที่มอบให้แก่พวกเขา  แต่อัลเลาะห์ก็ยังไม่ได้ลงโทษพวกเขาที่หลงผิด และ

สร้างความเสื่อมทราม,  อัลเลาะห์ประสงค์จะยืนยันหลักฐานแก่พวกเขาก่อนเป็นลำดับแรก  ซึ่งเป็นไปตามคำมั่นสัญญาและความยุติธรรมของพระองค์  ด้วยการส่งศาสนทูตที่จะทำหน้าที่แจ้งข่าวดี และเตือนภัย  เพื่อที่มนุษย์จะไม่สามารถอ้างกับอัลเลาะห์ได้ว่าพระองค์ไม่ส่งศาสนทูตมายังพวกเขา,  พระองค์จึงได้ส่ง ฮูด (อ.ล) ซึ่งเป็นคนหนึ่งจากพวกเขา มาเป็นศาสนทูต, เป็นบุคคลที่อัลเลาะห์ได้เลือกสรรแล้วว่าเป็นคนที่มีศักดิ์ตระกูลดีที่สุด  มีรูปร่างงดงาม และมีกิริยามารยาทที่ดี.
ด้านวงศ์ตระกูลนั้นนักประวัติศาสตร์ด้านชีวประวัตินบีกล่าวว่า เขาคือ ฮูด บุตรของอับดุลเลาะห์ บุตร ริยาฮ์ บุตรคุลูด บุตร อาด บุตร อูส บุตร อิรอม บุตร ซาม บุตร นัวฮ์ (อ.ล), ฮูดมาจากสาขาหนึงของเผ่า “คุลูด”  เขาเป็นบุคคลสำคัญของเผ่า  มีผิวขาว  เครายาว  ผู้ที่ได้พบเห็นเขาจะรู้สึกเกรงขาม  เขามีบุคลิกภาพที่น่านับถือ.
ฮูด พบเห็นความเสื่อมทรามต่างๆ ที่พวกพ้องของเขากระทำ  เขาได้ตักเตือนแนะนำคนเหล่านั้น  แจ้งให้พวกเขาทราบสาส์นขององค์อภิบาลของเขา  เรียกร้องเชิญชวนพวกเขาสู่การเคารพสักการะอัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีคู่ภาคีใดๆ สำหรับพระองค์  และได้ห้ามปรามพวกเขาจากการละเมิดซึ่งกันและกัน  เพราะอัลเลาะห์ทรงห้ามพระองค์เองมิให้ละเมิด และพระองค์ได้กำหนดให้การละเมิดเป็นสิ่งต้องห้ามระหว่างมนุษย์  แต่พวกเขาไม่ตอบรับคำเรียกร้องเชิญชวนของฮูด  พวกเขาหันหลังให้ฮูดโดยสิ้นเชิง.
คำประกาศเชิญชวนของ ฮูด (อ.ล) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงใช้ให้เคารพสักการะอัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกรแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น  แต่เขายังได้ประกาศเรียกร้องพวกพ้องของเขาให้ทำอิบาดะห์ที่แท้จริงอีกด้วยซึ่งจะครอบคลุมถึงการปฏิบัติด้วยดีต่อกัน รวมถึงความซื่อสัตย์สุจริต  ความมีสัจจะ  ความบริสุทธิ์ใจทั้งในการกระทำและคำพูด  และเขาได้เตือนภัยพวกพ้องของเขาให้ระวังการลงโทษจากอัลเลาะห์  เพราะการลงโทษของอัลเลาะห์นั้นเมื่อเกิดขึ้นจะไม่มีผู้ใดสามารถปัดป้องให้พ้นไปจากพวกผู้ไร้ศรัทธาได้เลย.  ฮูด ได้ยกตัวอย่างพวกพ้องของนัวฮ์ (อ.ล) ให้แก่พวกเขาโดยกล่าวว่า :
- โอ้ พวกพ้องของฉัน  ฉันขอเตือนให้พวกท่านรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลเลาะห์    ตาอาลา ที่ได้มอบให้แก่พวกท่าน  และยังให้พวกท่านมีรูปร่างที่สูงใหญ่  และมีอายุที่ยืนยาว,  และความจริงอัลเลาะห์ได้ประทานทรัพย์สินอย่างมากให้แก่พวกท่าน

  พระองค์ได้มอบผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกท่าน และมันได้ให้ผลผลิตเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พวกท่านรับประทาน  มันได้ทำให้ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม เพื่อพวกท่านได้เลี้ยงสัตว์ แล้วพวกท่านยังมีอะไรที่บกพร่องอยู่อีก ? เหล่านี้มิใช่ความโปรดปรานของพระเจ้าที่พวกท่านควรสำนึกในบุญคุณหรอกหรือ ?
 พวกเขาได้กล่าวแก่ฮูดว่า : ท่านต้องการอะไรจากพวกเรา, พวกเราเป็นพวกที่มีพละกำลังมาก  เป็นพวกที่มีอำนาจมากยิ่งกว่าใครๆ ไม่มีวันหรอกที่พวกเราจะตอบสนองคำเชิญชวนของท่าน  ไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งอะไร  และไม่ว่าท่านจะใช้เวลาในการเชิญชวนนานเท่าใดก็ตาม.
ฮูด ไม่ท้อแท้ในการทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของอัลเลาะห์   เขายังคงทำหน้าที่ต่อไปเชิญชวนพวกเขาสู่ความดีงาม  แนะนำพวกเขาให้ใช้สติปัญญาซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่อัลเลาะห์ได้ประทานให้แก่มวลมนุษย์, ฮูด กล่าวแก่พวกเขาว่า  โอ้พวกพ้องของฉัน  พวกท่านจงใช้สติปัญญาตรึกตรองดูเถิดว่าสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะอยู่นั้นแท้ที่จริงเป็นเพียงก้อนหินที่พูดไม่ได้  มองไม่เห็นและไม่ได้ยิน  ไม่สามารถให้คุณและให้โทษ,  กิจการของสรรพสิ่งต่างๆ  ล้วนอยู่ในเงื้อมมือของอัลเลาะห์ทั้งสิ้นแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีสิ่งใดเป็นคู่ภาคีของพระองค์. พระองค์เป็นผู้ประทานความโปรดปรานต่างๆให้แก่พวกท่านอย่างไม่ขาดตอน  พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งพวกท่านแม้เพียงกระพริบตา .. พวกพ้องของฉันเอ๋ย จงคิดและไตร่ตรองเถิดว่าใครเป็นผู้สร้างพวกท่านขึ้นมา?  ใครเป็นผู้กำความเป็นความตายของพวกท่านไว้ในกำมือ? ใครคือผู้ที่พวกท่านจะต้องยำเกรง และวอนขออภัย ? แน่นอนคืออัลเลาะห์ผู้ทรงรับการสำนึกผิด และผู้ทรงเมตตายิ่ง  พระองค์จะให้อภัย และยกโทษบาปต่างๆ ที่พวกท่านได้ก่อขึ้น เมื่อพวกท่านวิงวอนขออภัยโทษต่อพระองค์,  การมีศรัทธาของพวกท่านจะลบล้างความผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจนบริสุทธิ์ เหมือนพวกท่านเป็นทารกที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆ !!
แต่พวกอาด ก็ยังคงดื้อดึง และดูหมิ่นดูแคลนนบีฮูด, พวกเขากล่าวว่า : โอ้ ฮูด ท่านต้องการผลตอบแทนอะไรจากการประกาศเชิญชวนนี้ ? พวกเราจะทิ้งพระเจ้าของเรา และพระเจ้าบรรพบุรุษของเราอันได้แก่ ซอมูด, ฮัตตาร, และซอดาอ์  ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำที่ท่านพูดอย่างนั้นหรือ ?


พวกเขายังคงหลงผิดและตกอยู่ในความมืดบอดทางปัญญาอยู่ต่อไปพร้อมกับกล่าวว่า :
โอ้ ฮูด  ท่านต้องการให้พวกเราสถาปนาท่านขึ้นเป็นผู้นำและหัวหน้าของพวเราใช่ไหม, เบื้องหลังของการประกาศเชิญชวนนี้ท่านต้องการเป็นผู้มีอำนาจในหมู่พวกเราใช่ไหม ?
ฮูด ไม่โกรธ  และไม่ใช่วิสัยของนบีทั้งหลายที่จะโกรธ เพราะเมื่อพวกเขาโกรธ  ความโกรธของพวกเขาจะเป็นพายุที่รุนแรง  เพราะนบีจะไม่โกรธนอกจากโกรธเพราะอัลเลาะห์ เมื่อนบีโกรธก็ย่อมหมายถึงอัลเลาะห์โกรธด้วย, นบีฮูดได้กล่าวว่า :
โอ้พวกพ้องของฉัน พวกท่านรู้ฐานะของฉันในหมู่พวกท่านได้เป็นอย่างดี  พวกท่านก็ทราบว่าฉันไม่ต้องการค่าตอบแทนอะไร หรือตำแหน่งใดๆ จากการทำหน้าที่ประกาศเชิญชวนนี้  แต่ฉันมาตักเตือนพวกท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลเลาะห์ตาอาลา  ฉันก็หวังแต่เพียงให้พวกท่านได้กลับมาสู่ทางนำที่ถูกต้อง  กลับมาสู่การใช้สติปัญญา  ฉันไม่ได้หวังการตอบแทนจากผู้ใด นอกจากอัลเลาะห์พระผู้เป็นเจ้าของฉันและของพวกท่านเท่านั้น  ฉันเป็นศาสนทูตที่มาจากอัลเลาะห์  มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของพระองค์.
พวกเขาไม่ยอมตามสัจธรรม  และไม่ยอมคิดในคำพูดของฮูดอย่างผู้มีสติ  เมื่อการหว่านล้อมให้ฮูดได้มีอำนาจและมีทรัพย์สินเงินทองเพื่อแลกกับการเลิกเผยแพร่ศาสนาไม่ได้ผล  พวกเขาได้กลับไปใช้วิธีการข่มขู่ให้หวาดกลัว  โดยเริ่มต้นด้วยการคุกคามทางด้านจิตใจ  พวกเขาคิดว่ามันจะมีผลต่อฮูดและการเผยแพร่ศาสนาของเขา ..  พวกเขากล่าวว่า :
 โอ้ ฮูด ท่านเป็นคนที่โง่เขลา  ท่านเป็นคนอุตริ ชอบอ้างโน่น อ้างนี่ และเป็นคนขี้โกหก  ท่านใช้พวกเราให้ละทิ้งพระเจ้าของเรา และของบรรพบุรุษของเรา  โดยให้พวกเราศรัทธาต่อพระเจ้าของท่าน ที่ท่านอ้างว่าเป็นพระเจ้าของพวกเรา และเป็นผู้สร้างพวกเราด้วย  นี่มันเป็นสิ่งที่น่าสงสัยและน่าประหลาดมาก !!
           ฮูด ยังคงอดทน และนุ่มนวล  เขาเผชิญกับดำพูดของคนเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม  เขากล่าวว่า :


พวกพ้องของฉันเอ๋ย  พวกท่านก็ทราบดีว่าถ้าหากพวกท่านปลดปล่อยให้สติปัญญาของท่านเป็นอิสระ พ้นจากการครอบงำของจารีตที่สืบต่อกันมา พวกท่านก็จะพบว่าฉันไม่ใช่เป็นคนโง่  ไม่ใช่เป็นคนโกหก  แต่ฉันเป็น ศาสนทูตของอัลเลาะห์องค์อภิบาลสากลโลก ฉันทำหน้าที่ประกาศศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า  และตักเตือนพวกท่าน และฉันวิงวอนต่ออัลเลาะห์ได้โปรดประทานให้พวกท่านเป็นพวกที่อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง.
พวกพ้องของฮูดยังคงดื้อดึง และใส่ร้ายเขาว่ารูปปั้นที่เป็นพระเจ้าของพวกเขาได้ทำให้เขาเป็นบ้าและเสียสติไปแล้ว พวกเขากล่าวว่า :
พวกเราเห็นว่าพระเจ้าของเราทำให้ท่านเสียสติไปแล้วเพราะท่านไปตำหนิรูปปั้นเหล่านั้น และพยายามจะทำให้พวกเราเลิกเคารพสักการะพระเจ้าเหล่านั้น,  จึงทำให้ท่านเสียสติและเป็นบ้าไป,  นี่คือผลลัพธ์ของผู้ที่ตำหนิพระเจ้าของเรา และประณามพวกที่กราบไหว้ว่าเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา,  โอ้ ฮูด  ในสายตาของพวกเรานั้นท่านก็เป็นเพียงคนที่ขาดสติพูดพล่ามแต่สิ่งที่ไม่มีใครยอมรับ  และสติปัญญาไม่อาจคิดหาเหตุผลได้.
ผลจากการคุกคามนี้ ทำให้คนส่วนใหญ่เบือนหนีจากการประกาศศาสนาของฮูด (อ.ล)  พวกเขาไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมศรัทธาต่อสิ่งที่ฮูดนำมา  ที่จะมีศรัทธาอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งได้แก่คนที่ยากจน และคนที่อ่อนแอ.
แต่ฮูดก็ไม่ได้หยุดนิ่ง  เขาไม่หวั่นไหวต่อข้อกล่าวหาของพวกพ้อง  เขาได้เผชิญหน้ากับพวกเขาอย่างท้าทาย  เขากล่าวว่า :
โอ้ พวกพ้องของฉัน  ฉันขอท้าทายพวกท่านและพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่าน ให้มาทำร้ายฉันเถิด  ฉันขอให้อัลเลาะห์ ตาอาลา เป็นพยานว่า ฉันไม่เกี่ยวข้องใดๆกับรูปปั้นและรูปเคารพเหล่านี้เลย ที่พวกท่านนับถือเป็นพระเจ้า และเชื่อว่าสามารถดลบันดาลให้เกิดความเป็นไปต่างๆ แก่มนุษย์ได้  ฉันขอท้าทายว่าถ้าหากพระเจ้าของพวกท่านมีความสามารถที่จะกระทำได้สักสิ่งเดียว ก็จงกระทำให้เกิดกับฉันเถิด  และจงบันดาลมันขึ้นมาเถิด.
รูปปั้นของพวก อาด ไม่สามารถทำให้เกิดภัยอันตรายใดๆกับฮูดได้เลย ฮูด (อ.ล) ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า :

พวกพ้องของฉัน เอ๋ย พวกท่านอย่าเบือนหนีจากคำประกาศเชิญชวนสู่สัจธรรมนี้เลย  ฉันเป็นผู้มาตักเตือนพวกท่าน และฉันเป็นผู้มาตักเตือนที่เชื่อถือได้  ฉันเป็นศาสนทูตที่มาจากองค์อภิบาลสากลโลก, แท้จริงอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าของฉันและเป็นพระเจ้าของพวกท่าน อำนาจการปกครองและกิจการทั้งปวงอยู่ในเงื้อมมือของพระองค์, และถ้าหากพระองค์ประสงค์ พระองค์อาจทำลายพวกท่านเสียทั้งหมด แล้วนำกลุ่มชนอื่นมาแทนพวกท่าน.
พวกพ้องของฮูด เริ่มปรึกษาหารือกัน คล้ายกับพวกเขาเริ่มได้รับการชี้นำสู่หนทางที่ถูกต้อง  บางคนของพวกเขากล่าวว่า :
ฮูด เรียกร้องเราสู่เรื่องที่ดีงาม  เรารู้จักฮูด ดี ทั้งด้านเกียรติยศ วงศ์ตระกูล ความมีสัจจะ และบุคลิกภาพของเขาที่ไม่มีความชั่วใดๆ มาปะปนตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา  แต่ก็มีบางคนที่ยังแสดงความยโสโอหัง โดยกล่าวว่า :
อัลเลาะห์ หาใครไม่ได้แล้วหรือจึงส่งฮูด มายังพวกเรา ให้มาทำหน้าที่ประกาศเชิญชวนนี้,  ทำไมอัลเลาะห์จึงไม่ส่งศาสนทูตจากเผ่าอื่นมายังพวกเรา ? ทำไมจึงต้องเป็นฮูด ?  ทำไมจึงไม่เป็นคนนั้น คนนี้ ซึ่งเป็นคนที่มีชื่อเสียงของพวกเรา ?
พวกที่สามกล่าวว่า :
ความจริงพวกเราศรัทธาต่อพระเจ้าของฮูด ที่เขาประกาศเชิญชวนพวกเราให้ศรัทธา  รูปปั้นเหล่านี้เป็นเพียงสื่อที่จะทำให้พวกเราได้เข้าใกล้ชิดกับพระเจ้าเท่านั้น  ถ้าหากพวกเราไม่สักการะบูชารูปปั้นและไม่ศรัทธา ก็เท่ากับเป็นการดูหมิ่นดูแคลนบรรพบุรุษของเรา และเท่ากับเป็นการยอมรับว่าทรยศต่อรูปปั้นเหล่านั้น  พวกเราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสักการะบูชารูปปั้นเหล่านี้ต่อไปในฐานะสื่อกลางที่จะนำคำวิงวอนของพวกเราไปสู่อัลเลาะห์ เพื่อพระองค์จะได้ตอบรับคำวิงวอนของพวกเรา  แล้วพวกเราจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะอยู่ในความพอใจของพระองค์.
อัลกุรอาน ได้พรรณนาให้พวกเราได้ทราบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่าง ฮูด กับพวกพ้องของเขา ไว้ในอายะห์เหล่านี้ :
อัลเลาะห์ ตาอาลาตรัสว่า :
พวกอาด ได้กล่าวหาบรรดาศาสนทูตว่าพูดปด , ขณะที่พี่น้องของเขาเองคือนบีฮูด ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงยำเกรงอัลเลาะห์เถิด,    แท้จริงฉันเป็นศาสนทูตที่

ซื่อสัตย์ที่ถูกส่งมายังพวกท่าน,  ดังนั้นพวกท่านจงยำเกรงอัลเลาะห์ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตามฉันเถิด, ฉันไม่ได้ขอค่าตอบแทนจากพวกท่านในการทำหน้าที่นี้ ค่าตอบแทนของฉัน ไม่ได้มาจากผู้ใด นอกจากองค์อภิบาลสากลโลกเท่านั้น,  พวกเจ้าสร้างอนุสรณ์สถานไว้บนที่สูงทุกแห่งเพื่อโอ้อวดอย่างนั้นหรือ, และพวกท่านสร้างบ้านเรือนเสมือนกับว่าพวกเจ้าจะอยู่กันตลอดกาลอย่างนั้นหรือ, และเมื่อพวกท่านละเมิดผู้ใด พวกท่านละเมิดอย่างป่าเถื่อน, ดังนั้นพวกท่านจงยำเกรงอัลเลาะห์ และเชื่อฟังฉันเถิด, และพวกท่านจงยำเกรงผู้ที่ได้ประทานให้แก่พวกท่าน ในสิ่งที่พวกท่านรู้ดีอยู่แล้ว,  พระองค์ประทานให้แก่พวกท่านด้วยปศุสัตว์และลูกหลาน, สวนอันหลากหลายและตาน้ำหลายแห่ง, แท้จริงฉันกลัวว่าพวกท่านจะได้รับการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่,,  พวกเขากล่าวว่ามีผลเท่ากันสำหรับเรา ไม่ว่าท่านจะตักเตือนเราหรือไม่เป็นผู้ตักเตือนเราก็ตาม, นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นเรื่องโกหกของคนในยุคก่อน,  และพวกเราจะไม่ใช่เป็นพวกที่ถูกลงโทษ,  พวกเขาไม่เชื่อนบีฮูด ดังนั้นเราจึงได้ทำลายล้างพวกเขา  แท้จริงในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน  แต่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ศรัทธา, และแท้จริงพระเจ้าของท่านนั้น พระองค์ทรงเดชานุภาพยิ่ง ทรงเมตตายิ่ง “ (อัชชุอะรออ์ :123-140)














การลงโทษอันน่าสะพึงกลัว


            ฮูต มั่นใจว่าการสนทนาและโต้เถียงกับพวกพ้องของเขาต่อไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะพวกพ้องของเขาเป็นพวกที่หลงผิด ต่อสู้ความจริง และห่างไกลจากสัจธรรม พวกเขายังยืนกรานปฏิเสธศรัทธาสิ่งที่ศาสนทูตนำมา  อีกทั้งระยะเวลาที่สนทนาและโต้เถียงกันนั้นก็ได้เสียไปเป็นเวลาหลายปีแล้ว  แต่พวกพ้องของเขาก็ยังคงปฏิเสธอยู่เช่นเดิม.
            ฮูต เฝ้าวิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยดวงใจอันปวดร้าวเพราะความดื้อดึงจากพวกพ้องของเขา  เขาได้กล่าวคำวิงวอนว่า :
            ข้าแด่องค์อภิบาล ท่านทราบดีว่าฉันได้สั่งสอนพวกเขา และได้เตือนพวกเขาให้ระวังภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นจากความดื้อดึงของพวกเขา  ฉันได้แจ้งให้พวกเขาทราบว่าฉันเป็นศาสนทูตมาจากอัลเลาะห์  ฉันได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างครบถ้วน  ฉันได้ทำการเผยแพร่ศาสนาตามที่ได้รับคำสั่งจากพระองค์  ฉันได้ใช้วิธีการทุกอย่างที่จะชี้นำพวกพ้องของฉัน.ข้าแด่องค์อภิบาล ภายหลังจากนี้ยังจะมีหนทางอื่นอีกไหมที่จะใช้ในการชี้นำทางแก่พวกเขาและเป็นไปได้ไหมที่พวกเขาจะเป็นพวกที่ได้รับการชี้นำ ?
            อัลเลาะห์ได้แจ้งแก่ฮูต (อ.ล) ว่า พวกเหล่านั้นเป็นพวกที่ขาดทุน  และอีกไม่นานความกริ้วและการลงโทษจากอัลเลาะห์จะบังเกิดกับพวกเขา.
            ฮูต รีบกลับไปพบกับพวกพ้องของเขาทันทีเพื่อแจ้งข่าวร้ายนี้และเตือนภัยให้พวกเขาได้รับทราบ,  โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า :
            พวกพ้องของฉันทั้งหลาย  ฉันขอแจ้งข่าวร้ายและเตือนภัยแก่พวกท่านว่าความกริ้วและการลงโทษจากอัลเลาะห์จะบังเกิดแก่พวกท่านในเร็ววันนี้,  อัลเลาะห์ ชิงชังพวกท่านเพราะความประพฤติอันเลวทรามของพวกท่าน  พวกท่านฟังฉันอยู่หรือเปล่า?  พวกพ้องของฉันเอ๋ย ฉันวิตกถึงการลงโทษอันเจ็บปวดในวันอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับพวกท่าน.
            พวกพ้องของนบีลูตได้รับฟังคำเตือนโดยไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด  ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ดูหมิ่นดูแคลนนบีฮูตมากยิ่งขึ้น พวกเขากล่าวว่า :
            ถ้าหากท่านพูดความจริง ขอได้โปรดนำสิ่งที่ท่านสัญญาไว้ให้มาเกิดขึ้นเถิด.

            คำพูดเช่นนั้นแสดงถึงความโง่เขลาเบาปัญญาของพวกเขาเอง  เพราะถ้าหากพวกเขามีสติปัญญาก็น่าที่จะได้กล่าวว่า  โอ้ ฮูต ขอท่านได้โปรดวิงวอนต่ออัลเลาะห์ให้ชี้นำพวกเราสู่หนทางที่ถูกต้องและสู่ศรัทธาในการเป็นศาสนทูตของท่านด้วยเถิด แต่พวกเขาต่อสู่ความจริง และเรียกร้องหาการลงโทษ .
            ฮูต (อ.ล) ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า :
            โอ้พวกพ้องของฉัน พวกท่านได้เรียกร้องหาการลงโทษด้วยตัวของพวกท่านเอง,  ดังนั้นพวกท่านจงรอคอยการลงโทษ และความกริ้วโกรธจากผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดเถิด  ฉันขอยืนยันต่ออัลเลาะห์ และยืนยันต่อพวกท่านว่าฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสิ่งที่พวกท่านกระทำ  พวกท่านเป็นพวกที่ปฏิเสธอัลเลาะห์  และเป็นผู้ที่ทรยศต่อความโปรดปรานของพระองค์  และไม่มีพวกใดหรอกที่จะกระทำเช่นนี้นอกจากพวกที่ขาดทุนและล้มเหลวเท่านั้น. เป็นการแน่นอนเหลือเกินว่าการลงโทษจากอัลเลาะห์จะต้องเกิดขึ้นกับพวกท่านเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพวกไร้ศรัทธาทั้งหลายที่อยู่ในยุคก่อนพวกท่านมาแล้ว.
            พวกของฮูต รอคอยคำมั่นสัญญาของอัลเลาะห์ที่จะลงโทษพวกเขา  ยิ่งนานวันออกไปเท่าไร  พวกเขาก็ยิ่งก้าวร้าว และดูหมิ่นดูแคลนฮูตมากยิ่งขึ้น, แต่เมื่อการลงโทษจากอัลเลาะห์เกิดขึ้น มันจะสามารถกลบและลบคำดูหมิ่นดูแคลนลงได้อย่างสิ้นเชิง.
            คำเตือนภัยว่าจะเกิดการลงโทษขนานใหญ่ได้ก่อตัวขึ้น .. ความแห้งแล้งเริ่มเกิดขึ้นก่อน จนสายน้ำแห้งผากและผืนแผ่นดินแตกระแหง พืชพันธัญญาหาร และสัตว์เริ่มล้มตายลง  อาหารเริ่มหมด ความอดยากแร้นแค้นแผ่ไปทั่ว  มันได้ทำให้พวกเขาเกือบตายด้วยความหิวโหยและกระหาย.
            ฮูต ได้มาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา ไม่ใช่เพื่อเยาะเย้ย ถากถางหรือดูหมิ่นดูแคลน แต่เพื่อมาทำหน้าที่อบรม และสั่งสอนพวกเขา โดยหวังว่าพวกเขาจะสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจ ก่อนที่การลงโทษจากอัลเลาะห์จะเกิดขึ้นครบกระบวนการ แล้วพวกเขาก็จะต้องพบกับความพินาศทั้งหมด.
            ด้วยวิทยปัญญาและคำสั่งสอนที่ดีงาม ฮูต ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า :
            โอ้พวกพ้องของฉัน จงตื่นจากความหลับไหลเถิด  บัดนี้พวกท่านก็ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองแล้วว่าภัยพิบัติได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว  พวกท่านพึงรู้ด้วยว่าอัลเลาะห์ทรงให้อภัยแก่ผู้ที่สำนึกผิด มีศรัทธา ทำความดี และได้รับทางนำที่ถูกต้อง  ดังนั้นพวกท่านจง

เรียกสติคืนมาเถิด  จงสำนึกผิดกลับตัวสู่องค์อภิบาลของพวกท่านเถิด  จงวิงวอนขออภัยโทษต่อพระองค์ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์เถิด  เพื่ออัลเลาะห์ จะปัดป้องภัยพิบัติให้พ้นไปจากพวกท่าน  ประทานน้ำฝนให้ตกลงมา  พลิกฟื้นแผ่นดินให้งอกงามด้วยพืชพันธัญญาหาร  ประทานอาหารให้แก่พวกท่านอย่างอิ่มหนำ  ให้พวกท่านได้รับความปลอดภัยและมีความมั่นคง ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความหวั่นไหว.
            ช่างน่าอนาจเหลือเกิน ! สำหรับหัวใจที่แข็งกระด้างเหมือนก้อนหิน,  ก้อนหินบางชนิดเสียอีกที่เมื่อแตกออกก็ยังมีสายน้ำไหลออกมา  และบางชนิดก็มีน้ำซึมออกมา  แต่หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้างยิ่งกว่าก้อนหิน  พวกเขาจึงยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับสัจธรรม  และยังคงขัดขืนคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า  และปฏิเสธคำประกาศเชิญชวนให้มาศรัทธาต่ออัลเลาะห์.
            การลงโทษจากอัลเลาะห์เริ่มขึ้นเป็นการลงโทษที่ไม่ปล่อยให้มีสิ่งใดหลงเหลือ  อัลเลาะห์ได้ส่งลมพายุที่รุนแรง เป็นลมที่มีความเร็วสูง เป็นลมที่แห้งและหนาวเหน็บ มันทำให้ภูเขาสั่นสะเทือน และส่งเสียงอื้ออึงในหุบเขา มันทำลายบ้านเรือน   มันทำให้พืชพันธัญญาหารและต้นไม้ล้มตาย  เป็นลมพายุที่มาทำลายพวกอาด มันได้พัดโหมกระหน่ำพวกเขาเป็นเวลาเจ็ดคืนกับอีกแปดวัน  พวกเขาล้มตายกันเป็นเบือ.
            พวกที่ประสบกับความพินาศครั้งนี้มีประมาณสี่พันคน  ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตนอกจากพวกที่ศรัทธาในสิ่งที่ฮูตนำมาเผยแพร่เท่านั้น.
            อัลเลาะห์ ตาอาลาได้กล่าวถึงประวัติของพวกอาด และนบีฮูตของพวกเขาไว้ในอัลกุรอานในหลายซูเราะห์  พระองค์ได้ตรัสว่า :
            “สำหรับพวกอาดนั้น พวกเขาได้แสดงความยโสโอหังในหน้าแผ่นดินอย่างไม่บังควร  พวกเขากล่าวว่ามีใครไหมที่แข็งแรงยิ่งกว่าพวกเรา  พวกเขาไม่ได้พิจารณาดูหรือว่าอัลเลาะห์ซึ่งเป็นผู้สร้างพวกเขานั้นแข็งแรงยิ่งกว่าพวกเขา  และพวกเขาก็ปฏิเสธสัญลักษณ์ของเรา  จากนั้นเราได้ส่งลมพายุที่หนาวเหน็บที่มีเสียงกึกก้องกัมปนาทมาทำลายพวกเขาเป็นเวลาหลายวันที่เลวร้าย เพื่อเราจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษที่ทำให้ต้อยต่ำในโลกนี้  ส่วนการลงโทษในอาคิเราะห์นั้นทำให้ต้อยต่ำยิ่งกว่า  และพวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ (15-16:  ฟุซซิลัต)
            พระองค์ได้ตรัสไว้อีกว่า :

“และในเรื่องของพวกอาด เมื่อเราได้ส่งลมพายุมาทำลายล้างพวกเขา  มันไม่ได้ปล่อยสิ่งใดเหลือไว้เลย เมื่อมันได้โหมกระหน่ำมา  นอกจากจะทำให้พินาศย่อยยับ” (41-42 : อัซซาซิยาต)
            และพระองค์ได้ตรัสไว้อีกว่า :
            “ พวกอาดได้กล่าวหาว่าสัจธรรมเป็นเท็จ  ดังนั้นการลงโทษของเรา และการตักเตือนของเราเป็นอย่างไรบ้าง  แท้จริงเราได้ส่งลมพายุที่หนาวเหน็บไปยังพวกเขา ในวันแห่ความหายนะที่ติดต่อกันลมพายุได้ฉุดกระชากผู้คนเหมือนพวกเขาเป็นต้นอินทผลัมที่ถูกถอนโคน  ดังนั้นการลงโทษของเรา และการตักเตือนของเราเป็นอย่างไรบ้าง”   (18-21 อัลกอมัร)
            และพระองค์ตรัสไว้อีกว่า :
            “ สำหรับพวกอาดนั้น พวกเขาถูกทำลายด้วยลมพายุที่หนาวเหน็บและเสียงดังก้องกัมปนาท  พระองค์ได้ให้ภัยนั้นเกิดขึ้นกับพวกเขาเป็นเวลาเจ็ดคืนกับแปดวันต่อเนื่องกัน  ดังนั้นท่านจะแลเห็นพวกเขาล้มตายคล้ายต้นอินทผลัมที่กลวงล้มระเนระนาด  แล้วท่านจะเห็นสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกสำหรับพวกเขา “   (6-8 ซ อัลฮาเกาะห์)

ฮูตและพวกที่มีศรัทธารอดพ้นจากการลงโทษ


            การลงโทษของอัลเลาะห์ที่มีต่อพวกอาดเป็นไปอย่างรุนแรง มันได้ทำลายล้างพวกเขาอย่างราบคาบ มันได้มาประสพกับพวกเขาทั่วทุกคน  ยกเว้นแต่ผู้ที่มีศรัทธาเท่านั้น  อัลเลาะห์ได้ให้ฮูต(อ.ล) และประชาชนที่มีศรัทธารอดพ้นจากการลงโทษในครั้งนี้  เป็นหลักความจริงที่อัลเลาะห์จะต้องช่วยเหลือผู้มีศรัทธาให้รอดพ้นจากการลงโทษ  อันน่าสะพึงกลัว ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากความตายที่ปรากฏอยู่ ณ เบื้องหน้า,  พวกเขาสามารถออกไปพ้นจากการทดสอบด้วยความโปรดปรานของอัลเลาะห์ และความเมตตาของพระองค์ และนี่คือผลตอบแทนของคนที่ทำความดี.
            ฮูต และสาวกที่มีศรัทธาได้เดินทางไปกับเขายังเมือง ฮัดรอเมาต์  ณ ที่นั้นพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของศรัทธาที่มีต่ออัลเลาะห์ว่าพระองค์คือองค์อภิบาลสากล


โลก และสักการะพระองค์แต่เพียงผู้เดียว จวบจนฮูต(อ.ล) เสียชีวิตลง และศพของท่านถูกฝังอยู่ในเขตนั้นตามที่นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้.

สัญลักษณ์และเครื่องหมายของพวกที่ปฏิเสธพระเจ้า


            ในชีวประวัติของนบีฮูต (อ.ล) ย่อมเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่มีสติปัญญา พวกพ้องของฮูตคือพวกอาดในขณะที่อัลเลาะห์ให้ความแห้งแล้งเกิดกับพวกเขาเป็นเวลาถึงสามปีเต็มจนพวกเขาประสบกับความอดอยากหิวโหยนั้น พวกเขาก็ยังไม่สำนึกตัวไม่นำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน พวกเขายังไม่ยอมอ้อนวอนต่ออัลเลาะห์ให้ช่วยเหลือให้รอดพ้นไปจากการลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขากลับส่งผู้แทนไปหาพวกพ่อมดหมอผี อ้อนวอนพวกเขาให้ช่วยปัดเป่าเภทภัยที่เกิดขึ้นออกไป และให้ฝนกลับมาตกถูกต้องตามฤดูกาล.
            ผู้แทนของพวกอาดหลายคณะได้แยกย้ายกันเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในคาบมุทรอาหรับเพื่อทำพิธีขอฝนให้แก่พวกพ้องของเขา,  บางคณะเดินทางไปยังมักกะห์เพื่อทำพิธีขอฝน ในคณะนี้มีทั้งบุคคลที่ไม่ยอมศรัทธาอย่างชัดแจ้งเช่น กอยล์ บุตร อิตร์ และลุกอยม์ บุตร ฮุซาล และมีบุคคลที่ศรัทธา  แต่ซ่อนการศรัทธาของตนไว้เช่น มัรซิด บุตร สะอัด บุตร อุฟัยร์ ร่วมคณะไปด้วย.
            บุคคลคณะนี้ได้แวะพักที่นครมักกะห์ภายหลังจากเดินทางมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม  โดยพำนักอยู่กับมุอาวิยะห์ บุตร บักร์  ขณะที่พวกเขาเดินทางถึงมักกะห์นั้น มุอาวิยะห์ อยู่นอกนครมักกะห์  มุอาวิยะห์ได้พาพวกเขาไปยังบ้านพักของเขา  ได้ให้การต้อนรับเลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดี เพราะพวกเขามีศักดิ์เป็นน้าชายของเขาเอง  เมื่อคณะพวกอาดได้พักอยู่ในนครมักกะห์ได้รับความสุขสบาย พวกเขาได้ลืมพวกพ้องที่กำลังเผชิญกับความแห้งแล้งและอดอยาก พวกเขาอยู่ที่มักกะห์หนึ่งเดือนใช้ชีวิตอย่างสำราญดื่มสุรา ฟังเสียงเพลงจากนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น พวกเขาลืมภารกิจสำคัญที่เดินทางมายังมักกะห์เสียสิ้น  เมื่อมุอาวิยะห์ บุตร บักร์เห็นว่าพวกเขามาอยู่ที่มักกะห์เป็นเวลานานแล้ว ทำให้เขาลำบากใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะหน้าที่ของพวกเขาคือมาทำพิธีขอให้ฝนตก  มุอาวิยะห์จึงถามตัวเองว่าพวกอาดที่เป็นญาติของฉันกำลัง

เผชิญกับภัยพิบัติความแห้งแล้งและอดอยาก  แต่บุคคลคณะนี้พักอยู่ที่นี่เป็นแขกของฉันอย่างสุขสบาย  ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเขาดี ?  ทำอย่างไรฉันจึงจะทำให้พวกเขาออกไปปฏิบัติภารกิจของพวกเขาตามที่เดินทางมาได้ ?  เขารำพึงกับตัวเองได้ไม่นาน  เขาก็นึกอุบายขึ้นมาได้ เขาได้แต่งคำโคลงขึ้นและส่งไปให้นักร้องหญิงคนหนึ่งขับร้องให้พวกเขาฟัง นักร้องหญิงได้ขับร้องข้อความว่า :
            กอยล์ เอ๋ย ช่างน่าอนาจ จริงๆ เจ้าจงลุกขึ้นและวิงวอน 
บางทีอัลเลาะห์อาจประทานน้ำฝนแก่พวกเรา
น้ำฝนจะรดราดแผ่นดินของพวกอาด
เพราะพวกอาดอดน้ำและพูดไม่ออกแล้ว
จนนางได้ขับร้องถึงข้อความที่ว่า :
พวกเจ้าอยู่ที่นี่จมอยู่กับสิ่งที่พวกเจ้าโหยหา
ทั้งกลางวันกลางคืนไม่คลาดครา
คณะของพวกเจ้าถูกประณามยิ่งกว่าคณะใดๆ
พวกเขาจะไม่ได้รับการคารวะ และคำอวยพร.

เมื่อพวกนั้นได้ยินเนื้อร้องของเพลงก็พากันนึกได้และพูดกันว่า :
พวกท่านจงเข้าไปในยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เถิด และวิงวอนขอฝนให้แก่พวกพ้องของพวกท่าน  เพราะพวกท่านล่าช้ามามากแล้ว..
มัรซิด บุตร สะอัด ซึ่งเป็นมุสลิมผู้มีศรัทธาได้กล่าวขึ้นว่า :
ขอสาบานต่ออัลเลาะห์ว่าพวกเจ้าจะไม่ได้รับน้ำฝนด้วยคำวิงวอนของพวกเจ้าหรอก แต่ถ้าหากพวกเจ้าเชื่อฟังนบีของพวกเจ้าคือฮูต และศรัทธาในความเป็นศาสนทูตของเขาแล้ว พวกเจ้าจะได้รับน้ำฝน.
บัดนั้นเองพวกเขาก็รู้ว่ามัรซิด เป็นผู้ที่ศรัทธาต่อฮูต  พวกเขาจึงขอร้องมุอาวิยะห์ บุตร บักร์ให้กักขังมัรซิด บุตร สะอัด ไว้ เพื่อไม่ให้เขาไปยังกะอ์บะห์พร้อมกับพวกเขา.
พวกเขาได้ออกไปทำพิธีขอฝนให้แก่พวกพ้องของเขา  ขณะที่พวกเขาเดินทางไปเข้าไปในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  พวกเขาได้พบมัรซิด อยู่ข้างหลังพวกเขานั่นเอง เขากำลังวิงวอนขอต่ออัลเลาะห์อยู่ในกะอ์บะห  ต่อมาไม่นานนักก็ได้มีก้อนเมฆใหญ่สามก้อน

ลอยมา ก้อนหนึ่งดำทะมึน อีกก้อนหนึ่งสีขาว และก้อนที่สามมีสีแดง.. มีเสียงเรียกดังขึ้น พวกเขาทุกคนได้ยินเสียงเรียกนั้น แต่ไม่เห็นตัวผู้เรียกว่าเป็นใคร .. เสียงนั้นดังขึ้นว่า :
พวกเจ้าจงเลือกก้อนเมฆก้อนใดก้อนหนึ่งจากสามก้อนนี้ให้แก่พวกพ้องของเจ้าเถิด ..  กอยล์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะได้เลือกเอาก้อนเมฆสีดำทะมึน  เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าก้อนเมฆสีดำนั้นเต็มไปด้วยน้ำฝนอันมากมาย.
เสียงเรียกจากก้อนเมฆดังขึ้นอีกว่า :
บัดนี้เจ้าได้เลือกให้แก่ตัวเจ้าและพวกพ้องของเจ้าแล้ว นั่นคือสีเถ้าถ่านที่ดำสนิท ก้อนเมฆดำนั้นไม่ได้ปล่อยพวกอาดให้รอดพ้นไปแม้แต่คนเดียวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากปล่อยทิ้งไว้ในสภาพเป็นศพที่มีร่างกายไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก.
อัลเลาะห์ ได้ให้เมฆดำนั้นลอยไปยังพวกอาด ก้อนเมฆได้เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว  เมื่อพวกอาดเห็นก้อนเมฆก็พากันดีใจและบอกไปต่อๆ กัน พวกเขาพูดกันว่า นี่คือก้อนเมฆที่จะนำน้ำฝนมาให้แก่พวกเรา ในยามที่พวกเราพบกับความแห้งแล้งและอดอยาก .. ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงก้องดังขึ้นมาว่า :
แต่มันคือการลงโทษ ตามที่พวกเจ้าได้เรียกร้องให้มาเกิดขึ้นโดยเร็วต่างหาก  มันเป็นลมพายุที่จะมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ..
เสียงฟ้าร้องคำรามก้อง สายฟ้าแลบแปลบปลาบ และสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างสนั่นหวั่นไหวถล่มพวกอาดเป็นเวลาเจ็ดคืนกับอีกแปดวันติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน  มันได้ทำลายพวกอาดลงอย่างราบคาบไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว กระทั่งพวกที่เดินทางออกไปเพื่อทำพิธีของฝนก็ไม่ละเว้น ลมพายุอันหนาวเหน็บได้พัดพาพวกเขาไป และสายฟ้าฟาดได้กระหน่ำพวกเขาเสียชีวิต.
อัลกุรอานได้บรรยายภาพให้พวกเราเห็นเหตุการณ์ครั้งนั้น  โดยอัลเลาะห์ได้โต้ตอบกับท่านนบีมุฮำหมัด (ซ.ล) ว่า :
“ เจ้าจงรำลึกถึง ฮูต พี่น้องคนหนึ่งของพวกอาดเถิด  ขณะที่เขาตักเตือนพวกพ้องของเขาที่บริเวณภูเขาอะฮ์กอฟ และความจริงบรรดาผู้ตักเตือนที่มาก่อนหน้าเขาและภายหลังจากเขาต่างก็ได้ตักเตือนพวกพ้องของตนว่า พวกท่านอย่าได้สักการะสิ่งใดนอกจากอัลเลาะห์เท่านั้น แท้จริงฉันกลัวว่าพวกท่านจะถูกลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่ 


พวกเขากล่าวว่า  ท่านมายังพวกเราเพื่อทำให้พวกเราเบือนหนีจากพระเจ้าต่างๆของพวกเราอย่างนั้นหรือ  ขอท่านได้โปรดนำสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้แก่พวกเรามาเถิดถ้าหากท่านเป็นผู้ที่มีสัจจะ  ฮูต กล่าวแก่พวกเขาว่า ที่จริงความรู้ในเรื่องการลงโทษนั้นอยู่ที่อัลเลาะห์เจ้าเพียงผู้เดียว และฉันขอประกาศแก่พวกท่านตามที่ฉันถูกส่งลงมาเพื่อการนี้  แต่ฉันเห็นว่าพวกท่านเป็นพวกที่โง่เขลา  ต่อมาเมื่อพวกเขาเห็นก้อนเมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวมาทางหุบเขาที่พวกเขาอาศัยอยู่  พวกเขากล่าวว่านี่คือก้อนเมฆที่จะนำน้ำฝนมาให้แก่พวกเรา แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่มันคือสิ่งที่พวกเขาเร่งให้เกิดขึ้น มันเป็นลมพายุที่มีการลงโทษอันเจ็บปวดแฝงตัวอยู่ด้วย มันจะทำลายทุกสิ่งตามคำบัญชาของพระเจ้าของมัน  แล้วพวกเขาก็กลายเป็นไม่มีเหลืออะไรให้แลเห็น  นอกจากบ้านพักของพวกเขาเท่านั้น  ดังนี้คือสิ่งที่เราจะตอบแทนให้แก่พวกที่กระทำความผิด  และความจริงเราได้ตั้งหลักแหล่งที่มั่นคงให้แก่พวกเขา  โดยที่เราไม่ได้ตั้งหลักแหล่งที่มั่นคงให้แก่พวกเจ้าในนั้น และเราได้ทำให้พวกเขามีหูมีตาและหัวใจ  แต่หูของพวกเขา  ตาของพวกเขา และหัวใจของพวกเขา มิได้อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขา โดยที่พวกเขาปฏิเสธสัญญาณต่างๆของ อัลเลาะห์ และสิ่งที่พวกเขาได้เคยเยาะเย้ยไว้นั้นก็ห้อมล้อมพวกเขา.(21-26 : อัลอะฮ์กอฟ)

บัดนี้เราจะพบแล้วว่าเบื้องหน้าของเรามีอุทาหรณ์ และข้อเตือนใจหลายประการ  ให้พิจารณาท่านนบีฮูต (อ.ล) ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาอย่างต่อเนื่อง  ทั้งที่พวกพ้องของท่านปฏิเสธ และต่อสู้ความจริง  และทั้งที่พวกเขาข่มขู่และคุกคามท่านอย่างร้ายแรง  แต่ท่านก็ไม่ได้ใช้ความชั่วต่อสู้กับความชั่ว ท่านยังคงทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาอย่างต่อเนื่องและใช้สติ และดำเนินไปตามการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า นบีฮูตได้ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยมารยาทอันดีงาม สุภาพอ่อนน้อม ด้วยจิตใจที่กว้างขวาง และยืดหยุ่น  เพื่อทำหน้าที่อบรม สั่งสอนและตักเตือนประชาชนของท่านด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์.
แม้นบีฮูต(อ.ล) จะใช้ความพยายามอย่างสูงในการเผยแพร่และเรียกร้องประชาชนของท่านสู่แนวทางที่ถูกต้อง แต่พวกพ้องของท่านก็ยังไม่มีสำนึก และท่านก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีหรือแม้แต่คำขอบคุณจากพวกเขาเหล่านั้น,  ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้เตือนพวกเขาให้รำลึกถึงความโปรดปรานของอัลเลาะห์ที่มีต่อพวกเขาเพื่อโน้มน้าวพวก

เขาให้มีศรัทธา  และเตือนพวกเขาให้ตระหนักถึงการลงโทษจากอัลเลาะห์ที่เคยเกิดขึ้นกับพวกที่ไม่ศรัทธาในยุคก่อนๆ เช่นในยุคของนบีนัวฮ์(อ.ล) นั้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน  และเป็นอุธาหรณ์ที่พวกเขาจะใช้เป็นหลักในการพิจารณา.
แบบฉบับดังกล่าวของนบีฮูตนั้น ถือเป็นสิ่งที่ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาจะต้องยึดถือเป็นหลัก และจะต้องทำหน้าที่ด้วยวิทยปัญญา และด้วยคำตักเตือนสั่งสอนที่ดี โดยไม่แสดงอาการยกตนข่มท่านและยโสโอหังต่อเพื่อนมนุษย์  เหล่านี้เป็นคุณลักษณะของบรรดานบีทั้งหลาย ที่อัลเลาะห์ได้เลือกสรรพวกเขามา และแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูต  ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของอัลเลาะห์  พวกเขายำเกรงต่ออัลเลาะห์ และพวกเขาจะไม่ยำเกรงผู้ใดนอกจากอัลเลาะห์เท่านั้น พวกเขามีความมั่นใจในความช่วยเหลือที่จะมีมาจากอัลเลาะห์   และพวกเขามอบหมายความสำเร็จในการดำเนินงานของพวกเขาไว้กับอัลเลาะห์.

จบชีวประวัติของท่านนบีฮูต (อ.ล)