แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเด็นเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประเด็นเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงในอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

2.การยึดครองดินแดนต่างๆ โดยอิสลามถือเป็นรูปแบบของการล่าอาณานิคมหรือไม่

การยึดครองดินแดนต่างๆ โดยอิสลามถือเป็นรูปแบบของการล่าอาณานิคมหรือไม่

1. การยึดครองดินแดนโดยชาวมุสลิม ไม่ถือเป็นรูปแบบของการล่าอาณานิคมโดยสิ้นเชิง เพราะการล่าอาณานิคมนั้นเป็นการปกครองโดยขูดรีดทรัพย์สมบัติ และทรัพยากรทั้งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยยังจะละเลยที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอารยธรรมในดินแดนที่ถูกยึดครองอีกด้วย ประวัติศาสตร์เป็นที่ประจักทราบว่า ผู้ยึดครองชาวมุสลิม เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และการปกครองของชาวมุสลิมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงธรรมและขันติธรรม อันดาลูเซียในปัจจุบันคือ ประเทศสเปน  เคยเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้านในสมัยที่ชาวมุสลิมปกครอง อีกทั้งเหนือกว่าประเทศยุโรปอื่นๆในสมัยนั้น  เนื่องจากว่าได้รับวัฒนธรรม และความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการที่ชาวอาหรับเป็นผู้ริเริ่มใช้ โดยปัจจุบันยังสามารถเห็นได้จากสถาปัตยกรรม และอารยธรรรมอิสลาม

2.ในประเทศที่ชาวมุสลิมยึดครอง มีการเรียกร้องเก็บภาษีเพื่อใช้ในการป้องกันรัฐมุสลิมจากศัตรู ดังนั้นทุกคนที่ได้ขึ้นทะเบียนในกองทัพจึงได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีดังกล่าว Sir Thomas W. Amold ได้กล่าวว่าชนเผ่าชาวคริสต์ที่พำนักอยู่ใกล้ๆกับอัลตอกียะห์ อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมอย่างสันติ ได้ประกาศว่าในกรณีที่มีสงคราม ชาวคริสต์เหล่านั้น พร้อมที่จะสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ กับชาวมุสลิมหากได้รับการยกเว้นภาษี

3.การสู้รบในหนทางของพระผู้ป็นเจ้าเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะปล้นสะดมทรัพย์สมบัติของเชลยในสงคราม เป็นสิ่งที่อิสลามห้ามไว้และถือว่าเป็นอาชญากรรม  ครั้งหนึ่งได้มีผู้เรียนถามท่านศาสดาว่า มีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ พระองค์ตอบย้ำถึงสามครั้งว่า”เขาจะต้องถูกปฏิเสธที่จะได้รับรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้า”

4.การยึดครองอาณานิคมตะวันตกกับการยึดครองของชาวมุสลิมนั้น แตกต่างกันมาก เพราะข้อกล่าวหาที่ว่า การยึดครองของชาวมุสลิมนั้น มุ่งที่จะรักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างเพียงแค่ตัวอย่างเดียวในบรรดาหลายๆตัวอย่างว่า การยึดครองของชาวมุสลิมไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทางด้านเศรษฐกิจ หากแต่จุดมุ่งหมายนั้นอยู่ที่ศาสนาเป็นสำคัญ มีสนธิสัญญาสันติภาพฉบับหนึ่ง ลงนามโดย คอลิด บิน วาลิด กับพวกประชนเมืองต่างๆใกล้กับเมือง เฮิร์ด HIRD ซึ่งมีข้อความว่า“ หากพวกเราชาวมุสลิมปกป้องท่านจากศัตรู ท่านจะต้องชำระภาษี แต่หากท่านไม่ประสงค์ที่จะได้รับความคุ้มครอง ก็ไม่ต้องชำระภาษี” สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ชาวมุสลิมได้คืนภาษีแก่ราษฏรที่อยู่ในเขตยึดครองในประเทศซีเรีย เนื่องจากว่าในสมัยนั้น ท่านอุมัร บิน คอตตอบ ไม่สามารถที่จะปกป้องดินแดนนั้นได้ เพราะว่าชาวมุสลิมต้องทำสงครามกับอีกฝ่าย ในขณะเดียวกัน ดังนั้น คอลิด บิน วาลิด จึงได้เขียนถึงราษฏรที่อยู่ในประเทศซีเรียว่า”พวกเราฝ่ายปกครองขอคืนเงินให้แก่พวกท่าน เนื่องจากการที่เคยเรียกเก็บภาษีจากพวกท่านนั้น  ก็เพื่อต้องการที่จะคุ้มครองพวกท่าน แต่เมื่อไม่สามารถให้การคุ้มครองพวกท่านได้ จึงขอคืนเงินดังกล่าวแก่ท่านที่ตกลงกันไว้ก็สำหรับกรณีที่เราชนะสงครามและสามารถคุ้มครองพวกท่านได้”



วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

1. อิสลามเผยแพร่ด้วยคมหอกคมดาบจริงหรือ

การยึดครองดินแดนโดยอิสลาม ความจริงกี่ยวกับสงครามจีฮัด  และประเด็นเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง

     1. อิสลามเผยแพร่ด้วยคมหอกคมดาบจริงหรือ

    1. หลักเกณฑ์พื้นฐานที่กำหนดในคัมภีร์ อัล กุรอาน ก็คือสิทธิเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา ดังปรากฏ ใน อัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลบากอเราะห์ โองการที่ 259 ความว่า “ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม”

        ศาสนาอิสลามได้เน้นการนับถือศาสนาว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพของมนุษย์ที่มีความศรัทธาอย่างไรนั้น เรื่องนี้มีปรากฏ ใน อัลกุรอาน ซูเราะห์ อัลกะห์ฟี โองการที่ 29 ความว่า “สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้นผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดปฏิเสธก็จงปฏิเสธ”

       อัล กุรอานได้กล่าวว่า พระศาสดาทรงเป็นศาสนทูต มีภารกิจที่จะเผยแพร่ข่าวสาร ของพระผู้เป็นเจ้า แต่มิได้รับมอบหมายให้บังคับมนุษย์ให้นับถือศาสนาอิสลาม ดังที่ปรากฏ ใน อัลกุรอาน

       ซูเราะห์ ยูนุส โองการที่  99 ว่า”เจ้าจะบังคับมวลชนจนกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธากระนั้นหรือ”

       และใน ซูเราะห์ อัลฟาชียะห์ โองการที่ 22 ว่า “เจ้ามิใช่ผู้มีอำนาจเหนือพวกเขา”

       และในซูเราะห์ อัลชูรอ โองการที่ 48 ความว่า “แต่ถ้าพวกเจ้าผินหลังให้(ไม่ยอมรับการเรียกร้อง) ดังนั้น เรามิได้ส่งเจ้ามายังพวกเขา เพื่อเป็นผู้คุ้มกันรักษา”

      โดยโองการดังกล่าวเหล่านั้น ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าอัลกุรอาน ไม่มีการบังคับให้มีการนับถือศาสนาอิสลาม


        2. อิสลามได้กำหนดแนวทางและวิธีการต่างๆ ที่ชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติตาม หากประสงค์ที่จะเผยแพร่ศาสนาอิสลาม  วิธีการดังกล่าวนี้มีปรากฏในอัลกุรอาน ซึ่งบัญญัติให้การเผยแพร่ศาสนาอิสลามนั้นเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด และการเทศน์ที่น่ารับฟัง ดังปรากฏ ใน อัลกุรอาน ซูเราะห์  อัลนะห์ โองการที่ 125 ความว่า “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า” ใน  ซูเราะห์ อัลบากอเราะห์ โองการที่ 83 ความว่า “และจงพูดจาแก่เพื่อนมนุษย์อย่างดี”

       อัลกุรอานมีวรรคตอน(อายะห์) ไม่น้อยกว่า120วรรคตอนที่ได้เน้นถึงบทพื้นฐานสำหรับชาวมุสลิมที่จะชักจูงผู้คนให้นับถือศาสนาอิสลาม โดยการชักชวนอย่างนุ่มนวลและสุขุม และปล่อยให้ผู้ที่ถูกชักชวนตัดสินเองว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ

           หลังจากที่ศาสดาทรงยึดครองนครมักกะห์ได้แล้ว พระองค์ได้กล่าวกับชาวเมืองมักกะห์ว่า “ท่านมีเสรีภาพแล้ว” และพระองค์ก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขารับอิสลาม


       3. ชาวมุสลิมไม่เคยบังคับให้ผู้ที่นับถือศาสนายิวหรือ หรือคริสต์ยอมรับนับถือในศาสนาอิสลาม เดี่ยวกับเรื่องนี้ท่าน อุมัรบิน คอตตอบ ผู้ซึ่งเป็นคอลีฟะห์คนที่สอง ได้ให้หลักประกันแก่ชาวคริสต์ในนครเยรูซาเล็มที่จะใช้ชีวิตของตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีศาสนสถานไม้กางเขน และจะไม่คุกคามสิทธิใดๆทางศาสนาแก่พวกเขา

        ภายหลังจากที่ท่านศาสดาได้อพยพไปยังนครมะดีนะห์แล้ว ทรงบัญญัติธรรมนูญการปกครองฉบับแรกว่า ชาวยิวเป็นชาติที่อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมในประชาคมเดียวกัน โดยพระองค์ให้สิทธิแก่ชาวยิวที่จะปฏิบัติศาสนกิจของตนได้อย่างอิสระ


       4. ในหนังสือเรื่อง “Allah ist ganz anders” (อัลเลาะห์ทรงเป็นอย่างอื่นโดยสิ้นเชิง) นาง Sigrid Hunke นักบูรภาคดีชาวเยอรมัน ได้ปฏิเสธว่าอิสลามได้เผยแพร่ด้วยคมหอกคมดาบ และได้เขียนบทความไว้ว่า “การมีขันติธรรมของชาวอาหรับมีบทบาทสำคัญต่อการเผยแพร่ของศาสนาอิสลาม ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อข้อกล่าวหาว่า  ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่ด้วยไฟและคมดาบ  ในข้อความอีกตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว นางได้เขียนว่าชาวคริสต์และชาวยิว ได้เปลี่ยนศาสนาของตนเองด้วยความสมัครใจ

        เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กองทหารมุสลิมไม่เคยบุกรุก และยึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ แอฟริกาตะวันตก แต่ศาสนาอิสลามได้ ขยายและงอกงามอยู่ในประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเหล่านั้น หลังจากพ่อค้าชาวมุสลิมได้เดินทางไปค้าขาย พวกซูฟีมุสลิมผู้มีใจใฝ่สันติได้สร้างความประทับใจ ให้แก่พลเมืองในประเทศดังกล่าว โดยประชาชนของประเทศที่อยู่ห่างไกลเหล่านั้น ได้สังเกตเห็นการกระทำ ความมีศิลธรรมตลอดจน พฤติกรรมของชาวมุสลิม จึงค่อยๆยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม



Credit.  ศาสตราจารย์ ด.ร. มะห์มูด ฮัมดี ซักซูก